Michael Jackson : This is It!!

posted on 02 Nov 2009 23:21 by pjloveproject  in Movies

Michael Jackson : This is It!!

 

Photobucket

 

"คอนเสิร์ตที่เขาไม่มีโอกาสได้เล่น  และคนทั้งโลกไม่มีโอกาสได้ดู"

 

อันที่จริงตั้งใจว่าจะไปดูตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาย แต่ว่าดันติดงาน พอว่างก็รีบเผ่นไปดูอย่างรวดเร็ว วันนี้ไปดูรอบบ่าย 14.50 ซึ่งเหลียวมองทั้งโรง มีคนไม่ถึง 10 คน   ถ้าเป็นหนังทั่วไปเราคงชอบที่จะได้ดูแบบนี้ (เพราะเหมือนฉายหนังให้เราดูคนเดียว ด้วยจอหนังขนาดมหึมา)

 

แต่นี่มันไม่ใช่ "หนัง" มันไม่มีอะไรดราม่า แอ็คชั่น ให้ต้องลุ้น แต่มันเป็น "ภาพ" การทำงานของคน ๆ นึงและทำงานอย่างตั้งใจมาก ๆ จริง ๆ ได้ข่าวว่าแถว CTW จัดงานเหมือนจะเป็น "Film gigs" ที่ให้คนกรีดร้อง ส่งเสียง ถือแท่งไฟ เหมือนกำลังดูคอนเสิร์ตจริง ๆ (แต่วันที่มันมีงานนี้เราดันไม่ว่าง ไม่งั้นคงได้เห็นภาพคนที่รักและคลั่งไคล้ MJ มากกว่านี้)

 

Photobucket

 

ยิ่งดู This is It  ก็ยิ่งเสียดาย ยิ่งมาคิดว่าเราสูญเสีย "Michael Jackson" ไปแล้ว ก็ยิ่งสลดใจ ตอนที่ดู This is it บอกตรง ๆ ว่า "ความรัก" ที่เคยมีให้ MJ มันเอ่อล้นขึ้นมาทันที (เมื่อก่อนเราเคยอยู่ในกระแส MJ Fever เราก็รักผู้ชายคนนี้มาก) แม้ตอนนี้ความคลั่งไคล้มันอาจจะลดลง แต่ทุกครั้งที่ได้เห็น MJ อยู่บนเวทีคอนเสิร์ต มันก็มักจะเรียก "ความรัก" จากเราได้ทุกครั้ง

 

Photobucket

 

เวลาอยู่บนคอนเสิร์ต MJ ดูมีพลังมาก เหมือนเขาเกิดมาเพื่อที่จะอยู่บนเวที และเวทีก็คือพลังให้กับเขา ภาพที่เราเคยเห็นตามสื่อ ที่ MJ ต้องนั่งรถเข็น ใส่ผ้าปิดปาก ท่าทางเหมือนคนขี้โรค แต่เมื่อยืนอยู่บนเวที MJ ดูมีพลังที่ยิ่งใหญ่มาก แทบไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยให้เห็น มันแตกต่างจนแทบจะเป็นคนละคน

 

Photobucket

 

"หนัง" เรื่องนี้ เป็นการตัดต่อเอาภาพการทำงานตอนซ้อม และภาพ VTR ที่จะใช้ในคอนเสิร์ตมารวมกัน ในความยาว 1 ชม. 40 นาที ได้เห็นการทำงานของมืออาชีพ และความตั้งใจจริงของ MJ เราว่า 1.40 มันน้อยเกินไป เรายังอยากจะเห็นภาพการทำงานแบบนี้อีกเยอะ ๆ (ภาพที่ถูกบันทึกทั้งหมด มีความยาว 80 ชม.)

 

ส่วนตัวตอนนี้ก็ได้มีโอกาสคลุกคลีกับการทำงานคอนเสิร์ตอยู่ และพอจะรู้ลักษณะการทำงานอยู่บ้าง เราทึ่งกับการทำงานของ MJ มาก เขา Blocking ตำแหน่ง จัดคิว คุมเสียง เลือกแดนเซอร์ ฯลฯ ด้วยตัวเอง

 

Photobucket

 

มีฉากนึงในหนังที่เป็นการซ้อมรวมกับ VTR ซึ่ง MJ จะต้องให้คิวเพื่อให้ตรงกับการให้จังหวะดนตรีโหมขึ้นมา + กับต้องตรงกับ VTR ที่จะตัดเข้าฉากเมือง

 

โดยตอนนี้ MJ บอกว่าจะเป็นคนให้คิวเอง ว่าดนตรีจะต้องโหมขึ้นมาตอนไหน

 

ซึ่งตอนนั้นทางทีมงานก็ถาม MJ กลับไปว่า "แล้วคุณจะรู้ได้ยังไง ? ว่ามันกำลังจะเข้าฉากเมือง" (ซึ่งเหมือนตัว MJ บนเวทีจะไม่เห็นฉากใน VTR)

 

MJ ก็เงียบไปพักนึง แล้วก็ตอบกลับมาว่า "ผมจะกะให้ได้ ผมคิดว่าผมทำได้" (อะไรประมาณนี้แหละ จำคำพูดไม่เป๊ะอ่ะนะ) และนั่นก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพที่มีความสามารถมาก ๆ

 

Photobucket

 

และอีกฉากที่เราประทับใจ ก็คือตอนที่ MJ ร้องเพลงคู่กับผู้หญิงคนนึง เป็นเพลงช้า (ขอโทษจำชื่อเพลงไม่ได้) MJ ก็ร้องไปโดยใส่อารมณ์ลงไปกับเพลงเต็มที่ แต่พอจบเพลง MJ ก็บ่นว่า "คุณไม่น่าทำให้ผมร้องเต็มที่ เพราะผมต้องวอร์มเสียงไว้ เพื่อใช้ในคอนเสิร์ตจริง"

 

แต่เหล่าทีมงานกลับประทับใจในเสียงนั้น และพากันปรบมือ พร้อมกับปลอบใจ MJ ว่า "ปล่อยให้มันเป็นไปตามใจบ้าง" ประมาณว่าถ้าฟีลมันได้ คุณก็ร้องได้เต็มที่ไปเลย

 

แต่ MJ กลับบอกว่า "ปล่อยไม่ได้" คือเหมือนว่าถ้าปล่อยตามใจบ่อย ๆ และร้องโดยไม่ถนอมเสียง อาจจะไม่ดีในการแสดงจริง ซึ่งถือว่าเขาพยายามจะเข้มงวดกับตัวเองเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด

 

และ MJ ยังบอกกับสาวที่ร้องคู่ว่า "คุณร้องได้เต็มที่เลย ผมหมายถึงตัวผมคนเดียว"

 

ในหนังเรื่องนี้ ยังมีฉากที่ประทับใจอีกหลายฉากมาก ๆ  เรานั่งดูไป ก็มีน้ำตาซึมบ้าง เพราะมันได้เห็นทั้งการทำงานที่จริงจัง บางฉากน่ารัก ๆ ของ MJ ได้เห็นความคิด และมุมมองในเรื่องดนตรีของเขา

 

Photobucket

 

มันจะเป็นหนังเรื่องแรก ที่เราจะยอมเสียเงินไปดูรอบที่ 2 ในโรงภาพยนตร์ (เกิดมาไม่เคยดูหนังเรื่องไหนในโรง 2 รอบ ต่อให้ชอบแค่ไหน ก็ดูรอบเดียว และรอดูในแผ่นต่อ) ก็กะว่าวันพุธนี้จะออกไปดูอีกสักรอบนึง

 

หากคุณเป็นคนที่รัก MJ หรือจะไม่เคยรักเลย ไม่เคยสนใจ แต่หากคุณได้ไปดูหนังเรื่องนี้ รับรองว่าคุณจะรักเขามากกว่าเดิมจริง ๆ

 

Love lives Forever.